READ our

F A Q

We ARE No.1 of ONE stop service

welcome to

Radiation House

We ARE No.1 of ONE stop service

welcome to

Radiation

House

We ARE Number 1 of 1 stop service

welcome to

Radiation House

We ARE No.1 of ONE stop service

READ our

F A Q

We ARE No.1 of ONE stop service

welcome to

Radiation

House

We ARE Number 1 of 1 stop service

welcome to

Radiation House

We ARE No.1 of one stop service

welcome to

Radiation House

We ARE No.1 of one stop service

READ our

F A Q

We ARE No.1 of ONE stop service

No.1 on the Production , Installation and

distribution of radiation shielding

หมวดอุปกรณ์ป้องกันรังสี

radiation protection Equipments

หมวดอุปกรณ์ป้องกันรังสี

radiation protection Equipments

ทำไมต้องเลือกใช้สินค้า/บริการจากเรา?

1.ที่สุดแห่งคุณภาพ มาตรฐานระดับโลก บริษัทของเราเป็นบริษัทเดียวในประเทศไทยที่นำเข้าตะกั่ว จากประเทศออสเตรเลีย เป็นตะกั่วที่มีความบริสุทธิ์สูงที่สุด เกรดดีที่สุดในโลก ระดับความบริสุทธิ์อยู่ที่ 99.998% แล้วนำมาผลิตที่โรงงานของเราที่ได้รับมาตรฐาน โดยวัสดุและอุปกรณ์กันรังสีของเรายังได้รับการรับรองมาตรฐานจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (TINT) อีกทั้งยังเป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวในประเทศไทยที่ได้รับรองจากประเทศอังกฤษในหลักสูตรการทำห้องกันรังสี

2.การบริการแบบ One Stop Service ครบจบที่เรา จากประสบการณ์การทำงานที่มีมากกว่า 50 ปี ในการทำธุรกิจ ทำให้เรามีความมั่นใจอย่างยิ่งว่าเรามอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกค้า เรามีบริการทั้งด้านการให้คำปรึกษาแนะนำ การผลิตและจัดจำหน่าย การติดตั้งจากทีมงานผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ทำให้เรามีผลงานอย่างต่อเนื่องและได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้าตลอดมา

3.สั่งผลิตได้ตามความต้องการ เนื่องจากความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า ทำให้มีความต้องการสั่งผลิตและติดตั้งที่ไม่เหมือนกัน ทางบริษัทมีความภาคภูมิใจว่าเราเป็นโรงงานแห่งเกียวในประเทศไทย ที่สามารถสั่งผลิตตั้งแต่วัตถุดิบในการกันรังสี ไม่ว่าจะตะกั่วแผ่นกันรังสี ฉากกันรังสี ประตูกันรังสี เสื้อกันรังสี เป็นต้น หรือไม่ว่าจะเป็นการติดตั้ง ห้อง X-Ray ห้อง CT Scan ห้องผ่าตัด ห้องปลอดเชื้อ รวมไปถึงห้องความดันลบอีกด้วย

4.อันดับหนึ่งเรื่องความเร็วและมาตรฐานในการติดตั้ง บริษัทเราเป็นเพียงบริษัทเดียวในประเทศที่ควบคุมสินค้า จากต้นน้ำสู่มือลูกค้า ทำให้สามารถควบคุมความเร็วในงานสั่งผลิตได้ตามต้องการ ประกอบกับมาตรฐานการติดตั้งตามมาตรฐานประเทศอังกฤษ ทำให้เราสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วที่สุด โดยไม่ได้ละเลยมาตรฐานระดับสากล

5.การดูแลหลังการขาย คือหัวใจหลัก บริษัทเรามีบริการหลังการขายคอยบริการตลอดเวลา โดยเมื่อทำงานติดตั้งเสร็จ ทางทีมงานจะมีการติดตามผลและการให้บริการเป็นระยะๆ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจ แต่หากมีการซ่อมแซม หรือเปลี่ยนวัสดุที่ชำรุด จากการใช้งานเป็นเวลานาน ทางบริษัทพร้อมส่งทีมช่างที่มีประสบการณ์สูง สามารถดูแลท่านได้ตลอดเวลา

การเลือกใช้ตะกั่วอย่างไรให้เหมาะสม?

การเลือกใช้ความหนาให้เหมาะสม ขึ้นอยู่กับความแรงของเครื่องกันรังสีที่ใช้ภายในพื้นที่ ซึ่งดูได้จากสเปคของเครื่องนั้นๆ พร้อมแจ้งกับทางบริษัท ทางบริษัทจะคำนวณความหนาของตะกั่วแผ่นกันรังสีที่เหมาะสมกับหน้างาน อีกเรื่องที่มักจะถูกมองข้ามคือ ขนาดของห้องกันรังสี อาทิ ห้อง X-Ray ทันตกรรม เพราะขนาดห้องมักเล็กกว่าปกติ ย่อมได้รับความแรงของรังสีเข้มข้นกว่าห้องที่มีขนาดใหญ่ โดยอาจจะใช้ตะกั่วอยู่ที่ 0.6-1.5 มม. เพื่อความแม่นยำ โปรดสอบถามเพิ่มเติมก่อนการสั่งซื้อ

ใช้ตะกั่วแผ่นกันรังสีแตกต่างจากยิปซั่มกันรังสีหรือไม่ อย่างไร?

ตะกั่วแผ่นกันรังสีเป็นวัสดุดั้งเดิม และเป็นตัวเลือกหลักโดยจะมีความหนาเป็นมิลลิเมตร ด้วยความหนาแน่นที่สูง จึงเป็นวัสดุหลักที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยการติดตั้งสามารถทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับพื้นที่และความเหมาะสมของหน้างานเป็นสำคัญ การที่จะเลือกใช้ยิปซั่มกันรังสี ควรคำนึงถึงประเภทของเครื่องกำเนิดรังสี ก่อนที่จะใช้เลือกใช้วัสดุสำหรับป้องกันรังสี

ข้อเปรียบเทียบระหว่างตะกั่วกันรังสีกับยิปซั่มกันรังสี

แผ่นตะกั่ว (Lead Sheet) ที่ใช้กรุผนัง มีความบริสุทธิ์เท่าไร และต้องใช้ค่าความหนาเทียบเท่าตะกั่ว (Lead Equivalence – Pb eq) เท่าไรจึงจะปลอดภัย?

แผ่นตะกั่วของเรามีความบริสุทธิ์สูง (99.9%+) สำหรับค่าความหนา (Pb eq) จะแปรผันตามประเภทและกำลังของเครื่องกำเนิดรังสี รวมถึงระยะห่างจากแหล่งกำเนิดถึงผนัง เช่น ห้อง X-ray ทั่วไปอาจใช้ 1.5 – 2.0 mmPb

ในขณะที่ห้อง CT Scan หรือ Fluoroscopy ที่มีความเข้มข้นสูงอาจต้องใช้ตั้งแต่ 2.0 – 3.0 mmPb ขึ้นไป ทางบริษัทมีบริการประเมินและคำนวณความหนาที่เหมาะสมร่วมกับข้อมูลทางเทคนิคของเครื่องมือแพทย์ เพื่อให้ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

กระจกกันรังสี (Lead Glass) มีโอกาสเสื่อมสภาพหรือขุ่นมัวเมื่อใช้งานไปนานๆ หรือไม่?

กระจกกันรังสีทางการแพทย์ผลิตจากการผสมตะกั่วออกไซด์ (Lead Oxide) ในปริมาณสูง หากทำความสะอาดอย่างถูกวิธีด้วยผ้าชุบน้ำสบู่หรือน้ำยาเช็ดกระจกแบบอ่อน จะไม่มีการเสื่อมสภาพหรือขุ่นมัว ข้อควรระวังคือห้ามใช้น้ำยาที่มีฤทธิ์เป็นกรด ด่างรุนแรง หรือวัสดุผิวหยาบขัดถู เพราะจะทำลายพื้นผิวหน้ากระจกได้

หมวดอุปกรณ์ห้องผ่าตัด

หมวดอุปกรณ์ห้องผ่าตัด

Operating Room Equipments

Operating Room Equipments

ผนังห้องผ่าตัดแบบ Compact Laminate มีข้อดีที่เหนือกว่าผนังคลีนรูม (Cleanroom Panel) ชนิดอื่นอย่างไร?

Compact Laminate เป็นวัสดุที่มีความหนาแน่นสูงมาก ทนทานต่อการกระแทกของเตียงผู้ป่วยและทนต่อสารเคมีทำความสะอาดที่รุนแรง จุดเด่นที่สำคัญคือมีพื้นผิวที่ไม่มีรูพรุน (Non-porous) จึงยับยั้งการฝังตัวของแบคทีเรียและเชื้อราได้ดีเยี่ยม เมื่อติดตั้งด้วยระบบโครงสร้างเฉพาะจะทำให้รอยต่อน้อยมาก ลดจุดสะสมของเชื้อโรค และมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าผนัง Sandwich Panel ทั่วไปที่อาจเกิดสนิมหรือรอยบุบได้ง่าย

ระบบประตูห้องผ่าตัดสุญญากาศ (Hermetic Door) ของ Face (Italy) มีกลไกการซีลอากาศที่ต่างจากประตูเลื่อนอัตโนมัติทั่วไปอย่างไร?

ประตู Hermetic ของแบรนด์ Face จากประเทศอิตาลี ถูกออกแบบด้วยกลไกเฉพาะทาง (Drop-down Mechanism) เมื่อบานประตูเลื่อนมาจนสุดระยะปิด ตัวบานจะลดระดับลงและกดทับเข้ากับขอบวงกบและพื้นห้องในจังหวะสุดท้ายโดยอัตโนมัติ เพื่อบีบอัดซีลยางรอบทิศทาง กลไกนี้ทำให้สามารถรักษาระดับความดันอากาศ (Positive/Negative Pressure) ป้องกันการปนเปื้อนข้าม (Cross-contamination) และควบคุมความสะอาดตามมาตรฐานห้องผ่าตัดระดับสากลได้อย่างสมบูรณ์

ทำไมห้องผ่าตัดจึงบังคับใช้พื้นชนิดนำไฟฟ้า (Conductive Floor) แทนกระเบื้องยางหรือพื้น Epoxy เคลือบผิวทั่วไป?

ในห้องผ่าตัดมีการใช้เครื่องมือแพทย์ที่ไวต่อสัญญาณไฟฟ้าและก๊าซทางการแพทย์ พื้น Conductive Floor มีคุณสมบัติในการกระจายประจุไฟฟ้าสถิต (Static Dissipation) ลงสู่ระบบสายดิน (Grounding) ช่วยป้องกันการเกิดประกายไฟซึ่งอาจทำปฏิกิริยากับก๊าซดมยาสลบที่ไวไฟ และป้องกันคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ารบกวน (EMI) ที่อาจส่งผลต่อความแม่นยำของอุปกรณ์ช่วยชีวิต โดยค่าความต้านทานไฟฟ้าของพื้นจะถูกควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานอย่างเข้มงวด

หมวดชุดสวมใส่ป้องกันรังสี

หมวดชุดสวมใส่ป้องกันรังสี

Radiation Protective Apparels

Radiation Protective Apparels

เสื้อกันรังสี (Lead Apron) มีอายุการใช้งานเฉลี่ยเท่าไร และโรงพยาบาลควรมีวิธีการตรวจสอบสภาพการใช้งานอย่างไร?

อายุการใช้งานของเสื้อกันรังสีมักจะอยู่ที่ 3-5 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา (ข้อควรระวังสูงสุดคือห้ามพับเสื้อเด็ดขาดเพราะจะทำให้วัสดุกันรังสีด้านในแตกร้าว) วิธีการตรวจสอบสภาพที่ได้มาตรฐานที่สุดคือ การนำเสื้อไปเอกซเรย์ด้วยเครื่อง Fluoroscopy อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หากพบเงาดำที่บ่งบอกถึงรอยแตกหรือรอยรั่วทะลุ ควรปลดระวางและเปลี่ยนใหม่ทันทีเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ปฏิบัติงาน

วิธีการจัดเก็บเสื้อกันรังสี (Lead Apron) หลังใช้งานที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันไม่ให้วัสดุกันรังสีเสื่อมสภาพก่อนกำหนด ต้องทำอย่างไร?

กฎเหล็กในการจัดเก็บคือ “ห้ามพับ ห้ามม้วน” โดยเด็ดขาดครับ การพับจะทำให้แผ่นกันรังสีด้านในเกิดรอยยับและนำไปสู่การแตกร้าว ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้รังสีรั่วไหลทะลุผ่านได้ วิธีที่ถูกต้องคือต้องแขวนไว้บนราวแขวนเสื้อกันรังสี (Apron Rack/Hanger) ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับน้ำหนักช่วงไหล่โดยเฉพาะ และเก็บในอุณหภูมิห้องที่ไม่อับชื้น

ชุดป้องกันรังสีแบบไร้สารตะกั่ว (Lead-Free / Lightweight) ป้องกันรังสีได้เทียบเท่าแบบมีตะกั่ว (Standard Lead) หรือไม่?

ป้องกันได้เทียบเท่ากันครับ ชุดแบบ Lead-Free ใช้วัสดุผสมจากโลหะหนักชนิดอื่น ซึ่งมีคุณสมบัติในการลดทอนรังสี (Attenuation) ได้ตามมาตรฐานเทียบเท่าตะกั่ว (Pb equivalent) ข้อดีที่สำคัญคือมีน้ำหนักเบากว่าชุดตะกั่วแบบดั้งเดิมถึง 20-30% ช่วยลดความเมื่อยล้าและลดความเสี่ยงต่อโรคกระดูกสันหลังสำหรับแพทย์หรือบุคลากรที่ต้องสวมใส่ทำหัตถการเป็นเวลานานต่อเนื่อง

นอกจากการสวมเสื้อกันรังสี (Lead Apron) แล้ว ทำไมจึงจำเป็นต้องสวมแว่นตากันรังสี (Radiation Glasses) และปลอกคอกันรังสี (Thyroid Shield) ร่วมด้วย?

เลนส์ตาและต่อมไทรอยด์เป็นอวัยวะที่มีความไวต่อการเกิดความเสียหายจากรังสี (Radiosensitive Organs) สูงมาก การทำงานในห้องปฏิบัติการที่มีรังสีทุติยภูมิ (Scatter Radiation) หรือรังสีสะท้อน การป้องกันเพียงลำตัวจึงไม่เพียงพอ การสวมปลอกคอและแว่นตาที่มีค่าตะกั่วเทียบเท่า 0.50 mmPb จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะไทรอยด์ผิดปกติและโรคต้อกระจกจากรังสี (Radiation-induced Cataract) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ถุงมือกันรังสี (Radiation Gloves) จะทำให้สูญเสียความคล่องตัวในการจับเครื่องมือแพทย์ระหว่างการผ่าตัดหรือหัตถการหรือไม่?

ถุงมือกันรังสีทางการแพทย์ในปัจจุบันถูกพัฒนาด้วยเทคโนโลยี Micro-dispersion ที่กระจายอนุภาคป้องกันรังสีลงในเนื้อยางสังเคราะห์ได้อย่างสม่ำเสมอ ทำให้ถุงมือมีความบาง ยืดหยุ่น และกระชับมือ แพทย์จึงยังคงสัมผัสที่แม่นยำ (Tactile Sensitivity) และมีความคล่องตัว (Dexterity) ในการหยิบจับเครื่องมือขนาดเล็กได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมกับได้รับความคุ้มครองจากรังสีตามมาตรฐานครับ

โทรติดต่อเรา +66(0)80-491-9159